DeeMocDIY.com
   
OR

DeeMocDIY Blog

Archive for August 2010

Email Marketing คืออะไร

การนำ Email Marketing มาใช้ในธุรกิจ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการกระจายข่าวสาร Promotion ของสินค้าหรือบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มและขยายฐานลูกค้า ปัจจุบันหลายๆบริษัทหันมาให้ความสนใจด้านการทำ Email Marketing มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเพราะว่า ค่าใช้จ่ายที่ถูก แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

Email Marketing คืออะไร

อีเมล มาร์เก็ตติ้ง หรือ Email Marketing คืออีกหนึ่งรูปแบบของการทำการตลาดโดยตรงหรือ Direct Marketing โดยผ่านทาง Email นั่นเอง เราสามารถใช้ Email marketing ในการทำ

  1. รักษาความสัมพัมธ์ของลูกค้า หรือ Customer Relation Support สร้าง Brand และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่ได้ทิ้งเขา การส่ง Email ไปหาลูกค้าสม่ำเสมอนับว่าเป็นการรักษาสายสัมพันธ์ที่ดี
  2. กระตุ้นการขายและรักษาฐานลูกค้า เช่น ใช้วิธีการส่ง Email เพื่อแจ้งข่าวสาร Promotion หรือ แจ้งสิ่งที่น่าสนใจให้กับลูกค้า อันก่อให้เกิดความรู้สึกอยากซื้อขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าได้ถูกทำการกระตุ้น ซึ่งหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่โทรไปหาลูกค้าเพื่อแจ้งสิทธิ์หรือ Promotion ทางโทรศัพท์ และทำไมต้องเป็น Email ตรงนี้อยากให้ลองคิดว่า ถ้าเรามีลูกค้า 100 คน ต้นทุนในการโทรจะเท่าไหร่ ลูกค้ากี่คนจะรับโทรศัพท์ และต่อให้รับแล้ว กี่คนที่จะคุยกับเรา ณ เวลานั้นๆ ซึ่งต่างจาก Email Marketing อย่างสิ้นเชิง ที่ส่งข้อความซ้ำๆไปหาลูกค้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเยอะ และลูกค้าสามารถ Check Email เมื่อไหร่ก็ได้
  • Share/Bookmark

, , , ,

ทำไมต้องเขียน Email ด้วย HTML

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขออธิบายเกี่ยวกับ HTML ก่อนซักเล็กน้อย HTML (ชื่อเต็มคือ Hypertext Markup Language ภาษามาร์กอัปข้อความหลายมิติ) คือภาษามาร์กอัปออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บเพจ หรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ เริ่มพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอรส์ ลี (Tim Berners Lee) สำหรับภาษา SGML ในปัจจุบัน HTML เป็นมาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W3C) ในปัจจุบัน ทาง W3C ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML แบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่า มาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
คราวนี้ ทำไมเราถึงควรที่จะ ใช้ HTML ในการสร้าง Email
ปกติแล้ว ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าตัวหนึ่ง สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการสร้าง Call to Action (การสร้างแรงดึงดูด)
เราลองมาดูกันว่า คุณ สนใจ ที่จะคลิก อันไหน มากกว่ากัน (ซ้ายหรือขวา)
แน่นอนว่าต้องเป็นด้านซ้ายซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วย HTML Template ของ DeeMocDIY ซึ่งมีให้เลือกใช้เยอะแยะมากมาย
บางคนถามว่าอ้าวแล้วถ้าต้องการ Call to Action ทำไมไม่ใช้ Flash ไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด แน่นอนครับ Flash นั้นมีลูกเล่นเยอะ แล้วสามารถสร้าง Call to Action ได้สูง แต่อย่างไรก็ดีเราไม่แนะนำให้นำมาใส่ใน Body (เนื้อหา) ของ Email ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ไฟล์ Flash นั้นมีมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นบ่อยครั้งที่การมีไฟล์ Flash อยู่ใน Email ทำให้ส่งไม่ออก หรือส่งออกช้า ซึ่งในการรับ Email ฉบับนั้นๆ ก็จะช้าหรือรับไม่ได้เลยเช่นเดียวกัน
2. ต่อเนื่องจากข้อที่ 1 เนื่องจากไฟล์นั้นเป็นไฟล์ใหญ่  ระบบ Spam Filter ของ Email Client จึงมักมองว่าเป็น Spam ซึ่งจะถูกดักไว้ และถ้ามีการส่งบ่อยครั้งเข้าโดเมนที่ใช้ในการส่ง Email นั้นๆ ก็จะติด Blacklist ในที่สุด
4. Email Client ที่ไม่ได้ลง Flash Player หมดสิทธ์ที่จะเปิดไฟล์ Flash แน่นอน
3. การเปิดไฟล์ Flash นั้นมีความเสี่ยงด้าน ความปลอดภัยสูง ผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆ สำนักเชื่อว่าช่องโหว่ใน Flash Player นั้น เป็นจุดใหญ่ที่จะทำให้ไวรัสร้ายแรงเข้ามาโจมตีระบบปฏิบัติการของเราได้  (อ้างอิง)

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขออธิบายเกี่ยวกับ HTML ก่อนซักเล็กน้อย HTML (ชื่อเต็มคือ Hypertext Markup Language ภาษามาร์กอัปข้อความหลายมิติ) คือภาษามาร์กอัปออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บเพจ หรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ เริ่มพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอรส์ ลี (Tim Berners Lee) สำหรับภาษา SGML ในปัจจุบัน HTML เป็นมาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W3C) ในปัจจุบัน ทาง W3C ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML แบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่า มาทดแทนใช้ HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

  • Share/Bookmark

, , , , , , , ,

กลยุทธ์ในการสร้าง Contact List ที่ดีเยี่ยม

กลยุทธ์ในการสร้าง Contact List ที่ดีเยี่ยม

ในปัจจุบันเรื่องของ Contact List เป็นสิ่งทีนักการตลาดทวิลหาเป็นอย่างยิ่ง ต่างก็พยายามสร้าง Contact List ให้มากที่สุด โดยความเชื่อที่ว่ายิ่งมีฐานข้อมูลลูกค้ายิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นการสร้างฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญก็จริงอยู่แต่ การสร้างฐานข้อมูลลูกค้านั้นมิใช่ว่ามีเยอะแล้วจะมีรายได้เยอะตามไปด้วย เพราะในบางครั้งสมาชิกที่ได้มานั้นอาจจะไม่ได้สนใจในสินค้าหรือบริการของคุณเลยก็ได้ สิ่งที่ตามมาคือคุณจะเสีย เวลา พลังงาน ค่าใช้จ่าย ที่จะใช้ในการทำการตลาดกับเขาเหล่านั้น และในบางครั้งคุณอาจกลายเป็น SPAMMER โดยไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าตนทำถูกวิธีแล้วนั้นเอง

contacts-list

วิธีการสร้าง Contact List ที่ดีเยี่ยม

1. สร้างช่องทางเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่เกิดจากความสนใจของผู้รับข่าวสารที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเราเอง

2. เราต้องมีการคัดกรองสมาชิกที่มีอยู่ว่ารายใดบ้างที่ยังคงให้ความสนใจในสินค้าหรือบริการของเรา

3. สร้างค่านิยม หรือ ทำให้เขาเหล่านั้นรักใน Brand ของคุณ

4. สร้าง Viral Marketing คือ ทำอย่างไรให้สมาชิกของเราบอกไปยังเพื่อนหรือคนที่เค้ารู้จัก

5. นำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้เขาเหล่านั้น ลืมเลือนเรา

จากข้อมูลข้างต้น นักการตลาดส่วนใหญ่มักจะทำเพียงแค่ การสร้างช่องทางเพื่อให้ได้สมาชิกเท่านั้น และก็ทำการส่งข่าวสารโดยที่ไม่ได้สนใจว่าเขาเหล่านั้นเป็นสมาชิกประเภทใหน รักใน สินค้าหรือบริการของเราหรือไม่ ในบางครั้งคุณอาจสร้างกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง เพื่อให้ได้รายชื่อขึ้นมา ในบางครั้ง นักการตลาดจะเน้นการทำ Promotion เพื่อดึงดูดลูกค้าให้สมัครสมาชิก บ้างก็ใช้เรื่องของ Sale กระหน่ำกันเข้าไป และเมื่อได้ฐานลูกค้ามาแล้วกลับปล่อยประละเลยไม่นำฐานข้อมูลเหล่านั้นมาสานต่อเพื่อให้เกินประโยชน์ในเชิงการตลาด ซึ่งจากหลักที่เราได้แนะนำข้างต้นนั้นเมื่อคุณได้รายชื่อมาแล้วนั้นคุณควรต้องกำหนดแผนกลยุทธ์ที่จะดึงให้เข้าเหล่านั้นรักใน Brand ของคุณส่วนคนใหนที่เค้าไม่สนใจเราควรต้องแยก ออกไปเพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลากับเขาเหล่านั้นให้สิ้นเปลืองทรัพยากร นอกจากนี้ในการนำเสนอข่าวสารหรือกิจกรรมใดๆ ของคุณนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งทีเขาต้องการรับข่าวสารด้วย เช่น บริษัทของคุณมีสินค้าหลากหลาย (อาจแบ่งตาม เพศ) เวลาที่คุณจะส่งข่าวสารคุณก็ต้องเลือกให้เหมาะสมว่าเรื่องนี้ควรส่งให้ใคร เมื่อใหร่อย่างไร และควรวางแผนต่อไปอีกด้วยว่าเมื่อเขาได้รับข่าวสารแล้วเขาควรต้องทำอะไร ในบางครั้งอาจเรียกว่า Call To Action ซึ่งเป็นสิ่งคุณต้องระดมความคิด ไอเดียจากทีมงานของคุณเพื่อให้เกิดประสิทธิ์ภาพ มากที่สุด

  • Share/Bookmark

, , , ,

ROI (Return on Investment)

ROI คือผลตอบแทนการลงทุนที่คำนวนต่อหน่วยว่าในการลงทุนของเรามีผลตอบแทนอยู่ที่เท่าใหร่ ผลของ ROI จะช่วยให้ เราสามารถประเมินการลงทุนของเราได้ว่าการลงทุนของเราคุ้มค่าหรือไม่
สูตรคำนวน     ROI (%) = “ผลตอบแทนจากการลงทุน- ต้นทุนในการลงทุน /  ต้นทุนในการลงทุน x 100″
ตัวอย่าง  นาย A ทำธุรกิจขายสินค้าสำหรับ สุนัข มีงบประมาณ 10,000 บาท ต้องการทำ Digital Marketing โดยที่ผ่านมาไม่เคยทำการตลาดแต่อย่างใดเลย ได้แต่ขายสินค้าให้กับลูกค้าไปเรื่อยๆ ดั้งนั้นเราจะมาดูกันว่านาย A ควรทำอย่างไร
ขั้นตอนแรก        
A สร้าง Facebook Account โดยใช้ชื่อของตัวเอง และ Invite เพื่อนๆ เข้ามาเป็นเพื่อนในกลุ่มของตัวเอง และเริ่มแจ้งข่าวสารให้เพื่อนๆ ทราบว่าตอนนี้ตัวเองทำธุรกิจขายสินค้าสำหรับสุนัข ( บน Facebook A มีสมาชิก 300 คน)
ขั้นตอนที่สอง    
A จัดทำโปรโมชั่นที่ร้านขายของว่า เพียงลูกค้าสมัครสมาชิกจะได้รับส่วนลด 10 % ทันที (มีลูกค้าสนใจและกรอกข้อมูลให้ 200 คน)
ขั้นตอนที่สาม    
A นำรายชื่อผู้ที่กรอกข้อมูลและรายชื่อสมาชิกที่มีอยู่บน Facebook  (สมมิตว่าสมาชิกทุกคนยินยอมให้ทำการส่ง)มาทำการส่ง Email Marketing เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ (สมมติรายชื่อละ 1 บาท)
ชั้นตอนที่สี่          
A ตรวจสอบจำนวนผู้สนใจในสินค้าของตนเอง และวางแผนการทำงานต่อไป
เท่ากับว่า A ทำการส่ง Email ออกไปจำนวน 500 คน เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาท สินค้าของ A ขายที่ราคา ประมาณ 199 บาท กำไร 40%(79.6บาท) ที่นี้เราจะมาดูว่าหากมีผู้สนใจสินค้า (Click) ที่10% เท่ากับว่ามีคนสนใจสินค้า 50 คน และหาก 50 คนสั่งซื้อสินค้า A จะขายสินค้าได้เงินจำนวน 9950 บาท
ทีนี้หากคุณอยากรู้ว่าถ้าคุณทำบ้างจะได้เงินเท่าไหร่ ลองคำนวนตามนี้
ROI = “ผลตอบแทนจากการลงทุน- ต้นทุนในการลงทุน /  ต้นทุนในการลงทุน x 100″
ดังนั้นจากตัวอย่างจะเท่ากับว่า
ผลตอบแทนการลงทุนคือ 9950 บาท
ต้นทุนคือ                        6470 บาท
( ค่าสินค้า  119.4 * 50 = 5970  +  ค่าEmail = 500 )  
ดั้งนั้นจะเท่ากับ      {(9950-6470)/6470}*100 = 53
ผลตอบแทนการลงทุนคือ 53%

ROI คือผลตอบแทนการลงทุนที่คำนวนต่อหน่วยว่าในการลงทุนของเรามีผลตอบแทนอยู่ที่เท่าใหร่ ผลของ ROI จะช่วยให้ เราสามารถประเมินการลงทุนของเราได้ว่าการลงทุนของเราคุ้มค่าหรือไม่

  • Share/Bookmark

การนำ Social Media Network มาใช้ร่วมกับ Email Marketing

Social MediaSocial Media Network ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Hi5 หรือ Email Marketing คือเครื่องมือที่หลายๆธุรกิจให้ความยอมรับและสนใจนำมาใช้เพื่อ โปรโมตสินค้า รวมถึงบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ารวมถึงกลุ่มคนที่ให้ความสนใจในตัวสินค้าที่อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าในอนาคต

จากการวิจัยของหลายๆบริษัทชั้นนำทางด้านการวางแผนธุรกิจทาง Online เช่น Omniture และ CMO Club ต่างก็ฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า Email marketing นั้นให้ผลต่อยอดขายของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม การนำเอา Email Marketing มาใช้กับธุรกิจนั้นดูเหมือนว่าจะมีการนำเอากลยุทธ ทางด้าน Social Network มาเสริมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก และนี่คือ Trend ใหม่ที่มาแรงในปีนี้เลยทีเดียว

ทำไม Social Media Network ถึงเป็น Trend ที่กำลังมาแรงใน พ.ศ. นี้ คำตอบคือ มันทำให้เราสามารถเข้าถึง User ที่อยู่ในวง Network ของเราได้ทันทีและพร้อมกันหลายๆคนในเวลาเดียวกัน และยิ่งนำมาใช้กระจายข่าวสารหรือ Promote สินค้าของเราแล้ว นับว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะกับธุรกิจมากๆตอนนี้

ควรจะต้องใช้ Social Media Network หรือ Email Marketing ถึงจะเหมาะกับธุรกิจของเรา

ก่อนอื่นเรามาดูคำจำกัดความของทั้งสองรูปแบบการตลาดที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาลของโลก Internet กันก่อน

Social Network Marketing หรือ การตลาดที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค

หลักการง่ายๆของกลยุทธ นี้คือการสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มลูกค้าของผลิตภัณฑ์ของเราหรืออาจจะเป็นลูกค้าในอนาคตก็ได้ จากนั้นอาศัยช่องทางนี้ในการ Promote ตัวสินค้าหรือข่าวสารกิจกรรมในองค์กร ซึ่ง User หรือ ลูกค้า จะเป็นผู้ที่เราคาดหวังว่าจะให้ทำการ ส่ง Forward ข้อมูลตัวสินค้าต่อไปเอง

  • Share/Bookmark

, , ,

เขียน Subject Line (หัวข้ออีเมล์) อย่างไรให้ Open Rate สูง

วันนี้ขอมานำเสนอเรื่อง Subject Line (หัวเรื่องอีเมล์) ที่อเมริกามีการทำตารางเปรียบเทียบ Subject Line ที่มีอัตราการเปิดต่ำ และอัตราการเปิดสูง ดังนี้คือ

อัตราการเปิดอีเมล์สูง (60%-87%) อัตราการเปิดอีเมล์ต่ำ (1%-14%)
1. [COMPANYNAME] Sales & Marketing Newsletter
2. Eye on the [COMPANYNAME] Update (Oct 31 – Nov 4)
3. [COMPANYNAME] Staff Shirts & Photos
4. [COMPANYNAME] May 2005 News Bulletin!
5. [COMPANYNAME] Newsletter – February 2006
6. [COMPANYNAME] Newsletter – January 2006 [ *|FNAME|* *|LNAME|* ]
7. [COMPANYNAME] and [COMPANYNAME] Invites You!
  • Share/Bookmark

, , ,

DeeMocDIY Newsletter

สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารจาก DeemocDIY
และเทคนิค Top 10 Email Marketing Tips ฟรี!

Email Address: